บทที่ 7 ครอบครัว 1

ร่างสูงที่นอนเหยียดยาวอยู่บนเตียงกว้างสะดุ้งเฮือก ทันทีที่รับรู้ได้ว่าที่นอนบริเวณข้างตัวยวบลงไป

หากก็ต้องถอนหายใจออกมาเมื่อลืมตาขึ้นแล้วมองเห็นว่าตรงหน้า เป็นสาวน้อยวัยสิบเจ็ดปี คนที่มีใบหน้าคล้ายคลึงกับเขามากที่สุดในบ้าน ยิ้มออกมาเล็กน้อยและหลับลงอีกครั้ง โดยไม่ลืมที่จะคว้าร่างผอมบางมากอดไว้ ใช้ทั้งแขนทั้งขาเกี่ยวคนตัวเล็กที่กำลังส่งเสียงประท้วงออกมา

“พี่วินด์ ตื่นได้แล้วค่ะ จะนอนไปถึงไหนกัน?” เรนนี่พยายามดิ้นอย่างสุดความสามารถ เพื่อให้หลุดออกจากการเกาะกุมของผู้เป็นพี่ชาย แต่ยิ่งดิ้นเท่าไรก็ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะรัดแน่นเท่านั้น “โคลด์! ช่วยด้วยยยยยยยยย”

ตัดสินใจร้องเรียกออกมาเมื่อไม่มีแรงต้าน เพียงไม่นาน หลังจากที่สิ้นเสียงร้องเรียกหาฝาแฝดของตัวเอง ก็ปรากฏร่างท้วมของเด็กชายวัยสิบสี่ ตัวขาว อ้วนตั๊บ ใส่เหล็กจัดฟันเต็มปาก หาใช่ร่างสูงเพรียวของคนที่เรียกหาไม่ วิ่งหลุน ๆ เข้ามาภายในห้องนอนของเจ้าของคอนโดฯ แห่งนี้ โดยมีเป้าหมายไปที่ร่างใหญ่ของพี่ชายคนโต

ตัวอ้วนกลมโดดขึ้นไปบนเตียงกว้าง พยายามสอดเนื้อตัวจ้ำม่ำของตัวเองเข้าไประหว่างกลางของพี่ชายกับพี่สาว และทันทีที่เรนนี่หลุดพ้นออกไป ซัมเมอร์ก็ล็อกคอของชวินบุตรไว้ ไม่นานก็เป็นเขาที่ชนะโดยง่าย เพราะคนที่อยู่ใต้ร่างยกมือขอยอมแพ้

“ยอมไหม? ยอมไม่ยอม”

น้ำเสียงของเด็กสิบสี่เจ้าคิดเจ้าแค้น คนที่ตั้งตนเป็นองครักษ์ของหญิงสาวคนเดียวภายในสี่พี่น้อง ตั้งใจทำให้อีกฝ่ายแพ้อย่างราบคาบ

“ยอมแล้ว” ด้านชวินบุตรเองก็ส่งเสียงแง้ว ๆ ออกมา รู้แล้วล่ะว่าน้องคนนี้มีพละกำลังเกินกว่าชาวบ้าน แต่ก็ไม่คิดว่าจะจริงจังถึงขั้นใช้ทั้งตัวทับลงมา ซึ่งจะไม่ให้ยอมได้ยังไง ในขณะที่ชวินบุตรที่สูงร้อยแปดสิบกว่าหนักหกสิบปลาย ๆ น้องชายคนเล็กของเขาที่สูงเพียงร้อยหกสิบกลับหนักมากกว่าหลายกิโลกรัม

“ตื่นได้แล้วพี่วินด์ ถ้าไม่ตื่นจะเรียกคุณย่าให้มาปลุกนะคะ” เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายยังคงหลับตา หลังจากที่ซัมเมอร์ลุกขึ้น สาวน้อยก็เอาชื่อของคนเป็นย่าขึ้นมาขู่ ซึ่งมันก็ได้ผล เพราะคนที่ตั้งท่าจะหลับลงไปอีกครั้งลืมตาตื่นเต็มตา พร้อมกับเด้งตัวขึ้นแทบไม่ทัน

ไม่ไหว ถ้าได้เจอย่าในเช้าวันหยุดแบบนี้ แทนที่จะได้พักผ่อนดี ๆ ต้องไมเกรนขึ้นแน่ ๆ

“แล้วมาทำไมกันตั้งแต่เช้า” คนเป็นพี่เอ่ยถาม ก่อนจะลุกขึ้นไปดื่มน้ำที่อยู่บนโต๊ะ ดวงตากลมโตมองไปยังน้องทั้งสองคนอย่างไม่เข้าใจ “คุณพ่อกับแม่ล่ะ”

“อยู่ข้างนอกครับ” เจ้าอ้วนของชวินบุตรตอบกลับมาด้วยถ้อยคำสุภาพ ต่างจากนักมวยปล้ำที่เกือบทับเขาตายเมื่อสักครู่ “แม่ทำกับข้าว ส่วนคุณพ่อเอางานมาทำ... นี่มันเกือบเที่ยงแล้วด้วย คงเรียกเช้าไม่ได้”

คิ้วเข้มของคุณหมอหนุ่มขมวดเข้าหากัน แทบไม่เชื่อว่าเวลาล่วงเลยไปขนาดนั้น แต่เมื่อมองไปยังนาฬิกาที่ติดอยู่บนข้างฝา ก็จำเป็นต้องยอมรับว่าสิ่งที่น้องชายพูดขึ้นมาเป็นเรื่องจริง

“เมื่อคืนนอนดึกเหรอคะ?” เป็นเรนนี่ที่เอ่ยถามออกมา ยิ่งได้เห็นหน้าตาอิดโรยของคนเป็นพี่ น้ำเสียงที่ใช้ยิ่งแสดงถึงความเป็นห่วงเป็นใย “หรือว่านอนไม่หลับอีกแล้ว?”

ซึ่งชวินบุตรก็ได้แต่นิ่งงันเป็นคำตอบ ชายหนุ่มไม่ได้ตอบอะไรออกไป แต่กลับแสร้งทำเป็นยิ้ม จากนั้นก้าวเข้าไปดึงร่างของทั้งสองออกไปจากห้องนอนของตัวเอง “ไปช่วยแม่กับโคลด์ทำอาหารไป พี่ขออาบน้ำสิบนาที เดี๋ยวตามออกไปนะ”

ไม่ตอบอะไรให้เป็นการโกหก เลือกที่จะเมินเฉยกับคำถามเหล่านั้น เพราะมันใช่... เขานอนไม่หลับ กว่าจะข่มตาหลับขับตานอนลงได้ก็เลยวันใหม่ไปแล้วสี่ห้าชั่วโมง ซึ่งมันเป็นเรื่องปกติของเขา หากเป็นสิ่งที่ทางบ้านเป็นห่วง เนื่องจากมันไม่ได้เป็นแค่ช่วงนี้หรือเป็นแค่บางช่วง แต่มันเป็นมาเนิ่นนานเหลือเกิน

หากนับเป็นเวลา ก็น่าจะเจ็ดหรือแปดปี... ที่ผ่านมา หากนับเป็นสถานการณ์ก็ตั้งแต่ ‘คนนั้น’ จากโลกนี้ไป

ดวงตากลมโตมองไปที่ประตูห้องนอนของลูกชาย ถอนหายใจออกมาเมื่อเห็นว่าสองพี่น้องถูกคนเป็นพี่ดุนหลังราวกับไล่ และเมื่อลูกสาวคนเดียวก้าวขาเข้ามาในห้องครัว คนเป็นแม่ก็เอ่ยถามด้วยความห่วงใย

“เป็นไงบ้าง? พี่เขานอนหลับสบายไหมเรนนี่” คุณแม่ยังสาววัยสี่สิบแปดปีเอ่ยทัก ในขณะที่มือเรียวก็ยังคงเป็นระวิงกับการเตรียมอาหารให้กับสมาชิกในครอบครัว โดยมีลูกชายอย่างโคลด์คอยช่วยเหลืออยู่ไม่ห่าง

ร่างบางของเรนนี่นั่งลงที่โต๊ะกินข้าว ส่วนซัมเมอร์นั้นก็ไปนั่งดูโทรทัศน์ต่อจากเมื่อกี้ ข้าง ๆ คนเป็นพ่อที่กำลังตั้งหน้าตั้งตาทำงาน แฝดหญิงถอนหายใจออกมาเมื่อนึกถึงความเป็นจริงที่เพิ่งพ้นผ่าน

“ไม่เลยค่ะแม่ ดูเหมือนคนเพิ่งได้นอนมากกว่า” ดวงตากลมโตลึกโบ๋จนชินตา หน้าตาก็อึมครึมเศร้าหมองไปทุกวัน “เมื่อไรพี่วินด์จะดีขึ้นคะ ขืนเป็นอย่างนี้ต่อไปรับรองว่าไม่มีทางชายตามองสาวที่ไหนแน่”

“นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญหรอกเรน ที่น่ากลัวไปกว่านั้นคือพี่ชายของเราใกล้จะเป็นผีดิบเข้าไปทุกวันต่างหาก”

แฝดน้องแก้ต่าง ในขณะที่กำลังปอกผลไม้เตรียมไว้สำหรับล้างปากให้สมาชิกในบ้าน แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่วายออกความเห็น “นี่ยังดีนะที่กินได้ถ่ายคล่อง”

อย่างน้อยร่างกายของนายแพทย์หนุ่มก็ไม่ได้ผ่ายผอมจนน่ากลัว เนื่องจากมีมารดาอย่างพู่กลิ่นคอยดูแลเอาใจใส่เรื่องนี้ไม่เคยขาด คุณแม่ลูกสี่มักจะเวียนมาหาลูกชายคนโตที่แยกตัวออกมาอยู่คอนโดฯ เพียงลำพังแทบจะทุกวัน บังคับให้กิน บังคับให้นอน ... แต่ดูเหมือนว่าอย่างหลังจะไม่ใช่เรื่องง่าย

เพราะเมื่อไรก็ตามที่พู่กลิ่นกลับบ้านไป ชวินบุตรก็ต้องเข้าสู่โหมดตาค้าง นอนวันละสามสี่ชั่วโมงเป็นอย่างมาก ซึ่งร่างกายของเขาคงชินแล้วล่ะ แต่ถึงอย่างนั้นก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องดี

บทก่อนหน้า
บทถัดไป